- webmaster
- November 2026
- News
เตรียมตัวก่อนตรวจฮอร์โมนเพศหญิง ตรวจวันไหนของรอบเดือน งดอาหารไหม อ่านผลอย่างไร
ข้อมูลในบทความมีไว้เพื่อช่วยเตรียมตัวและทำความเข้าใจผลตรวจ ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยโรคหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์
การตรวจฮอร์โมนเพศหญิงอาจดูเหมือนเป็นการเจาะเลือดครั้งเดียวแล้วรออ่านตัวเลข แต่ในความจริง “เวลาที่ตรวจ” และ “เหตุผลที่ตรวจ” มีผลต่อความหมายของผลลัพธ์อย่างมาก โดยเฉพาะฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงตามรอบเดือน เช่น FSH, LH, Estradiol และ Progesterone
ก่อนนัดเจาะเลือด จึงควรรู้ก่อนว่ากำลังตรวจเพื่อหาคำตอบเรื่องใด เช่น ต้องการประเมินการตกไข่ ประเมิน ovarian reserve หรือปริมาณไข่สำรอง มีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนขาดนาน หรือมีอาการที่อาจเกี่ยวข้องกับต่อมไทรอยด์และฮอร์โมนโปรแลกติน
คำว่า “ตรวจฮอร์โมนเพศหญิง” ไม่ได้หมายถึงมีชุดตรวจมาตรฐานชุดเดียวสำหรับทุกคน แพทย์อาจเลือกตรวจต่างกันตามอาการและเป้าหมาย เช่น การประเมิน ovarian reserve หรือการวางแผนมีบุตรอาจใช้ AMH, FSH และ Estradiol การประเมินว่ามีการตกไข่หรือไม่อาจตรวจ Progesterone ในช่วงที่เหมาะสมของรอบ ส่วนผู้ที่มีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือขาด อาจพิจารณาตรวจ hCG เพื่อยืนยันหรือแยกการตั้งครรภ์ ร่วมกับ TSH, Prolactin, FSH และ Estradiol
ส่วนการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมิน FSH กับ Estradiol จะช่วยค้นหาสาเหตุสำคัญของประจำเดือนขาดได้ ขณะที่ TSH และ Prolactin มักอยู่ในกลุ่มการตรวจเริ่มต้นหลังพิจารณาเรื่องการตั้งครรภ์แล้ว (อ้างอิง: ASRM — Current evaluation of amenorrhea)
ดังนั้น หากซื้อแพ็กเกจตรวจเองหรือกำลังนัดเจาะเลือด คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ตรวจฮอร์โมนอะไรบ้าง” แต่คือ “ตรวจเพื่อหาคำตอบอะไร” เพราะคำตอบนี้จะกำหนดทั้งรายการตรวจ วันนัด และวิธีแปลผล
FSH และ Estradiol ควรตรวจวันไหนของรอบเดือน

หากตรวจ FSH และ Estradiol เพื่อประเมิน ovarian reserve โดยทั่วไปควรเก็บเลือดในช่วงต้นรอบเดือน หรือประมาณวันที่ 2–4 ของรอบ โดยนับวันแรกที่มีประจำเดือนจริงเป็นวันที่ 1 ไม่ใช่วันมีเลือดกะปริบกะปรอย
เหตุผลคือ FSH และ Estradiol มีการเปลี่ยนแปลงตามรอบเดือน การตรวจในช่วงต้นรอบช่วยให้แพทย์เปรียบเทียบผลกับบริบททางคลินิกได้เหมาะสมขึ้น แนะนำให้ตรวจ basal FSH และ Estradiol ร่วมกันในช่วงวันที่ 2–4 ของรอบเดือนสำหรับการประเมิน ovarian reserve (อ้างอิง: ASRM — Fertility evaluation of infertile women)
จุดสำคัญคือไม่ควรอ่านค่า FSH เพียงตัวเดียว เพราะ Estradiol ที่สูงขึ้นเร็วในช่วงต้นรอบอาจกด FSH ให้ดูไม่สูง แม้การทำงานของรังไข่อาจมีประเด็นที่ควรประเมินต่อ ดังนั้น Estradiol มีประโยชน์ในการช่วยตีความ FSH มากกว่าการใช้คัดกรอง ovarian reserve เพียงลำพัง (อ้างอิง: ASRM — Testing and interpreting measures of ovarian reserve)
อย่างไรก็ตาม กติกา “ตรวจวันที่ 2–4” ไม่ได้ใช้กับทุกสถานการณ์เสมอไป หากประจำเดือนขาดหรือมาไม่สม่ำเสมอ แพทย์อาจเลือกตรวจฮอร์โมนตามช่วงเวลาที่เหมาะกับการค้นหาสาเหตุ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันที่ 2–4 ของรอบ
AMH ตรวจวันไหนก็ได้จริงไหม
AMH หรือ Anti-Müllerian Hormone เป็นฮอร์โมนที่นิยมใช้ในการประเมิน ovarian reserve โดยค่า AMH มีความคงที่ค่อนข้างมากระหว่างและภายในรอบเดือน จึงตรวจได้ทุกช่วงของรอบเดือน (อ้างอิง: ASRM — Testing and interpreting measures of ovarian reserve)
แต่คำว่า “ตรวจวันไหนก็ได้” ไม่ได้แปลว่า AMH เป็นคำตอบครบทุกเรื่อง ผล AMH ช่วยสะท้อนจำนวนหรือปริมาณของกลุ่มไข่ที่เหลืออยู่ในเชิง ovarian reserve ไม่ได้บอกคุณภาพไข่โดยตรง และไม่ควรใช้ตัวเลขเดียวทำนายโอกาสตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ
หลักฐานที่ ASRM ทบทวนพบว่า ovarian reserve markers ไม่ใช่ตัวทำนายที่ดีของโอกาสตั้งครรภ์ตามธรรมชาติในระยะสั้น ทั้งในผู้ที่ยังไม่มีประวัติภาวะมีบุตรยากและในผู้ที่มีภาวะมีบุตรยาก (อ้างอิง: ASRM — Testing and interpreting measures of ovarian reserve)
อีกเรื่องที่ควรแจ้งแพทย์คือการใช้ยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนคุมกำเนิด เพราะอาจทำให้ค่า AMH ต่ำลงได้ และควรนำมาพิจารณาประกอบการแปลผล ไม่ควรหยุดยาด้วยตนเองเพียงเพื่อมาตรวจเลือด
Progesterone ไม่จำเป็นต้องตรวจ “วันที่ 21” สำหรับทุกคน
คำแนะนำให้ตรวจ Progesterone ในวันที่ 21 ของรอบเดือนเป็นคำแนะนำที่พบได้บ่อย แต่เหมาะกับผู้ที่มีรอบเดือนประมาณ 28 วันและคาดว่าตกไข่ใกล้วันที่ 14 เท่านั้น
หากเป้าหมายคือประเมินว่ามีการตกไข่หรือไม่ ควรเจาะเลือดประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนวันที่คาดว่าประจำเดือนรอบถัดไปจะมา ไม่ใช่ยึดวันใดวันหนึ่งของรอบตายตัว (อ้างอิง: ASRM — Fertility evaluation of infertile women)
ตัวอย่างเช่น หากรอบเดือนยาว 35 วัน การตรวจในวันที่ 21 อาจเร็วเกินไป และอาจได้ผลที่ทำให้เข้าใจผิดว่าไม่มีการตกไข่ ทั้งที่จริงอาจยังไม่ถึงช่วงหลังตกไข่ที่เหมาะสมต่อการตรวจ
Progesterone ยังมีการหลั่งเป็นจังหวะและเปลี่ยนแปลงได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ดังนั้นผลตรวจครั้งเดียวอาจช่วยสนับสนุนว่ามีการตกไข่เมื่อเจาะเลือดถูกช่วงเวลา แต่ไม่ควรใช้ตัดสิน “คุณภาพของระยะลูเทียล” หรือสรุปภาวะมีบุตรยากจากค่าเดียว (อ้างอิง: ASRM — Diagnosis and treatment of luteal phase deficiency)
ตรวจฮอร์โมนเพศหญิง ต้องงดอาหารไหม
สำหรับการตรวจฮอร์โมนส่วนใหญ่ การงดอาหารมักไม่จำเป็น ฮอร์โมนหลายรายการ รวมถึงการตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ เช่น TSH, T3 และ T4 สามารถตรวจได้โดยไม่ต้องอดอาหารในหลายกรณี (อ้างอิง: Labcorp — Fasting for blood work)
แต่คำตอบที่ปลอดภัยที่สุดคือ ต้องดู “รายการตรวจทั้งหมด” ในใบสั่ง ไม่ใช่ดูเฉพาะคำว่าตรวจฮอร์โมน เพราะหลายคนตรวจฮอร์โมนพร้อมกับ fasting glucose, fasting insulin, ไขมันในเลือด หรือ metabolic panel ซึ่งอาจต้องงดอาหาร
หากแพทย์หรือแล็บแจ้งว่าต้องงดอาหาร ระยะเวลาที่ใช้กันบ่อยมักอยู่ที่ 8–12 ชั่วโมง โดยดื่มน้ำเปล่าได้ การงดอาหารหมายถึงหลีกเลี่ยงอาหาร เครื่องดื่มที่มีพลังงาน กาแฟ ชา น้ำหวาน แอลกอฮอล์ และหมากฝรั่งตามคำแนะนำของแล็บ (อ้างอิง: Labcorp — Fasting for blood work)
สรุปง่าย ๆ คือ ถ้าตรวจเฉพาะ AMH, FSH, LH, Estradiol, Progesterone หรือ TSH อาจไม่ต้องงดอาหาร แต่ถ้ามีการตรวจน้ำตาลหรืออินซูลินร่วมด้วย ควรถามให้ชัดว่าต้องงดอาหารกี่ชั่วโมง และควรนัดเจาะเลือดตอนเช้าเพื่อทำตามเงื่อนไขได้สะดวก
อย่าลืมแจ้งยา อาหารเสริม และโดยเฉพาะไบโอติน
ก่อนเจาะเลือด ควรจดชื่อยา ยาคุม ฮอร์โมน อาหารเสริม และวิตามินทั้งหมดที่ใช้เป็นประจำไปแจ้งแพทย์หรือพนักงานเก็บตัวอย่างเลือด ยาบางชนิดอาจเปลี่ยนระดับฮอร์โมนหรือทำให้การแปลผลยากขึ้น
ไบโอติน หรือวิตามินบี 7 เป็นอีกประเด็นที่มักถูกมองข้าม เพราะพบได้ในอาหารเสริมสำหรับผม ผิว และเล็บ และอาจรบกวนการตรวจแบบ immunoassay บางชนิด ทำให้ผลตรวจสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงได้
คำแนะนำเรื่องระยะหยุดไบโอตินไม่เหมือนกันทุกแล็บ เพราะขึ้นกับขนาดที่รับประทานและวิธีตรวจของแต่ละห้องปฏิบัติการ ตัวอย่างเช่น Quest Diagnostics แนะนำให้เก็บตัวอย่างหลังรับประทานไบโอตินในขนาดทั่วไปอย่างน้อย 8 ชั่วโมง และสำหรับขนาดสูงอย่างน้อย 72 ชั่วโมง (อ้างอิง: Quest Diagnostics — Biotin interference with laboratory assays)
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำระยะเวลานี้ไปใช้เป็นกฎเดียวสำหรับทุกคน หากใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีไบโอติน ควรถ่ายรูปฉลากหรือแจ้งปริมาณที่ใช้ให้แล็บทราบ แล้วทำตามคำแนะนำเฉพาะของสถานพยาบาล การหยุดยาที่แพทย์สั่งหรืออาหารเสริมที่ใช้รักษาโรคควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
อ่านผลตรวจอย่างไร

หลักการสำคัญที่สุดของการอ่านผลฮอร์โมนคือ ดูผลร่วมกับอายุ วันของรอบเดือน อาการ ประวัติประจำเดือน ยาและฮอร์โมนที่ใช้ รวมถึงช่วงอ้างอิงของแล็บนั้น ๆ
ค่าอ้างอิงของฮอร์โมนต่างจากการตรวจบางชนิด เพราะวิธีตรวจของแต่ละแล็บอาจต่างกัน จึงไม่ควรนำตัวเลขจากเว็บไซต์หรือรายงานของคนอื่นมาเทียบกับผลของตนเองโดยตรง
สำหรับ FSH และ Estradiol ควรถามว่าเจาะในวันใดของรอบ และตรวจด้วยวัตถุประสงค์ใด หากตรวจเรื่อง ovarian reserve ต้องอ่านสองค่านี้ร่วมกัน ส่วน AMH ควรตีความเป็นข้อมูลหนึ่งเกี่ยวกับ ovarian reserve ไม่ใช่คำตัดสินว่า “ยังมีโอกาสตั้งครรภ์” หรือ “ไม่มีโอกาสตั้งครรภ์”
สำหรับ Progesterone ให้ดูว่าเจาะเลือดตรงกับช่วงหลังตกไข่หรือไม่ หากเจาะเร็วหรือช้าเกินไป ค่าที่ได้อาจไม่ตอบคำถามเรื่องการตกไข่อย่างที่ตั้งใจไว้
หาก Prolactin สูงเล็กน้อย ไม่ควรสรุปว่าเป็นโรคร้ายแรงทันที เพราะระดับ prolactin เปลี่ยนแปลงได้จากหลายปัจจัย เช่น การนอน ออกกำลังกาย การกระตุ้นเต้านม อาหาร และยาบางชนิด หากค่าที่สูงเล็กน้อยควรตรวจซ้ำเพื่อยืนยันก่อนวินิจฉัยภาวะ hyperprolactinemia (อ้างอิง: ASRM — Current evaluation of amenorrhea)
หาก FSH สูง หมายความว่าเป็น POI หรือภาวะรังไข่ทำงานลดลงก่อนวัยหรือไม่
FSH ที่สูงเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินการทำงานของรังไข่ แต่ไม่ควรนำผลตรวจเพียงค่าเดียวมาใช้วินิจฉัยด้วยตนเอง โดยเฉพาะในผู้ที่อายุน้อยกว่า 40 ปีและกังวลเรื่องภาวะรังไข่ทำงานลดลงก่อนวัย หรือ Primary Ovarian Insufficiency (POI)
แพทย์พิจารณา POI ในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี มีประจำเดือนขาดหรือมาไม่สม่ำเสมออย่างน้อย 4 เดือน ร่วมกับ FSH มากกว่า 25 IU/L การตรวจ FSH ซ้ำหลัง 4–6 สัปดาห์พิจารณาเมื่อภาพรวมยังไม่ชัดเจน และการวินิจฉัย POI ไม่จำเป็นต้องยึดวันเฉพาะของรอบเดือน (อ้างอิง: ASRM — Evidence-based guideline on POI)
AMH ไม่ควรใช้เป็นการตรวจหลักเพียงอย่างเดียวเพื่อวินิจฉัย POI แม้ AMH อาจช่วยประกอบการประเมินได้ในกรณีที่ผล FSH ยังไม่ชัดเจน (อ้างอิง: ASRM — Evidence-based guideline on POI)
เมื่อไรควรพบแพทย์
ควรนัดพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม หากมีประจำเดือนขาดเกิน 3 เดือนในคนที่เดิมมาสม่ำเสมอ หรือขาด 6 เดือนในคนที่เดิมมาไม่สม่ำเสมอ โดยควรพิจารณาการตั้งครรภ์เป็นอันดับแรก (อ้างอิง: ASRM — Current evaluation of amenorrhea)
นอกจากนี้ ควรปรึกษาแพทย์หากมีประจำเดือนผิดปกติร่วมกับน้ำนมไหลโดยไม่ได้ตั้งครรภ์ ปวดศีรษะหรือการมองเห็นเปลี่ยนไป สิวหรือขนดกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำหนักเปลี่ยนชัดเจน ร้อนวูบวาบ หรือกำลังวางแผนมีบุตรแต่มีข้อกังวลเรื่องรอบเดือน
แหล่งอ้างอิง
ASRM — Current evaluation of amenorrhea
ASRM — Fertility evaluation of infertile women
ASRM — Testing and interpreting measures of ovarian reserve
ASRM — Diagnosis and treatment of luteal phase deficiency
ASRM — Evidence-based guideline on POI
Labcorp — Fasting for blood work
Quest Diagnostics — Biotin interference with laboratory assays